ตีแผ่ขบวนการทำลายระบอบการปกครองคณะสงฆ์ไทย

อันตราย!!
ที่จะเกิดแก่พระพุทธศาสนาไทย

จากหนังสือเปิดโปงขบวนการล้มพุทธ 
พิสูจน์ความจริงโดย ดร.เบญจ์  บาระกุล

อ เสวนา จ พาลานํ พระพุทธพจน์บทนี้ เป็นสัจจธรรมโดยแท้ เพราะบุคคลที่พระธรรมไตรปิฏกคบหา จัดว่าเป็นบุคคลอันตรายต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะ นาย ส.ศิวะ ไม่ว่าไปอยู่ประเทศไหน ต้องด่าสถาบันหลักทั้งสามทุกที่ไป 

ครั้งไปอเมริกา ก็ไปดูหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่วัดไทยในลอสแองเจลิส ถูกจับตัวส่งกลับมาเข้าคุกเมืองไทย ได้นักการเมืองขอพระราชทานอภัยโทษจึงออกจากคุกมา ไม่งั้นคงติดคุกหัวโตไปแล้ว (อย่าได้บอกนะว่า นักการเมืองที่มีความสัมพันธ์กันลึกซึ้งคนนั้นชื่ออะไร อยู่พรรคไหน)

นาย ส.ศิวะ ได้จัดตั้งกลุ่มศึกษิคเสวนา ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอุดมการณ์ เป็นอันตรายต่อความมั่นคง โดยได้รับเงินทุนจากองค์กรต่างประเทศ มีการประชุมแลกเปลี่ยนแผนงานและรับงาน โดยใช้ร้านศึกษิตสยามของตน เพื่อต้องการเข้าแทรกซึมและเผยแพร่อุดมการณ์เข้าสู่พระพุทธศาสนา 

ต่อมาหลอกใช้เจ้าคณะจังหวัดธนบุรี และเจ้าคณะหนเหนือ (ในสมัยนั้น) เป็นเครื่องมือโดยมีนายแพทย์นายหนึ่งเป็นผู้ประสานงาน พระธรรมไตรปิฎกเข้าสู่ขบวนการนี้ ในสมัยเมื่อดำรงสมณศักดิ์เป็นพระศรีวิสุทธิ์โมลี ทำหน้าที่องค์ปาฐกถาเผยแพร่อุดมการณ์ดังกล่าว ภายใต้มูลนิธิโกมลคีมทอง (เป็นมูลนิธิที่ตั้งขึ้นมาภายใต้ชื่อของสมาชิกศึกษิตเสวนา ซึ่งได้ปะทะเจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความมั่นคง  และถูกยิงเสียชีวิตในเขตปฏิบัติการสุราษฎร์ธานี)

มูลนิธิโกมลคีมทอง ได้รับเงินสนับสนุนจากองค์คริสเตียน และองค์กรต่างประเทศ ถ้าไม่เชื่อไปถามนาย ส.ศิวะ ดูได้ ส่วนนายเถียนพงศ์ (ขณะยังเป็นพระภิกษุ) ได้ถูกชักนำให้เข้าร่วมกระบวนการนี้ โดยนาย ส.ศิวะ ทั้งยังเป็นผู้ติดต่อประสานงานสถานศึกษาให้ที่ประเทศอังกฤษ ส่วนนายเจิมสาก เข้าสู่กระบวนการนี้ประมาณปี 2524 หลังกลับจากประเทศรัสเชีย ส่วนพระวิสาโละ (ซึ่งเป็นแกนนำทำพิธีปัพพานียกรรมที่วัดสวนแก้วประมาณปี 2526) 

พระธรรมไตรปิฎกนั้น เนื่องจากทางคณะสงฆ์มองเห็นอันตราย จึงไม่ให้เป็นเลขาธิการมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยต่อ (มหาวิทยาลัยสงฆ์ไทย) เพราะเกรงว่าจะเผยแพร่อุดมการณ์อันเป็นอันตรายต่อความมั่นคง จึงส่งให้ไปเป็นเจ้าอาวาสอยู่ นอกเขตกรุงเทพฯ และไม่มีตำแหน่งบริหารใดๆ ตลอดมา

พระธรรมไตรปิฎก จึงต้องแสวงหาที่เผยแพร่อุดมการณ์ทุกวิถีทาง จึงใช้มูลนิธิพุทธธรรมเป็นตัวนำหน้า ซึ่งพิมพ์หนังสือของพระธรรมไตรปิฎก ออกแจกจ่ายมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2530 ครั้งยังมีตำแหน่งเป็นพระเทพวรเวที ขณะเดียวกันก็พยายามเขียนบทความลงในนิตยสาร ซึ่งเป็นของนาย ส.ศิวะ ตลอดมา และชักนำเอาพระศรีปริยัติเข้าร่วมมงาน และปัจจุบัน( 2542) พระศรีปริยัติได้รับตำแหน่งเป็นประธานฝ่ายบรรพชิตของนิตยสารนั้น 

ในด้านของ พระไม่ยอม เข้าสู่กระบวนการนี้เนื่องจากการชักนำของ พระธรรมไตรปิฎก ถ้าหากท่านผู้อ่านหนังสือร่มโพธิ์แก้ว (วารสารเผยแพร่อุดมการณ์ของพระไม่ยอม เปิดหน้าบรรณาธิการ อ่านรายชื่อจะเห็นมีอยู่ครบครันเรียงตัวบุคคลเลยทีเดียว) 

การขยายเครือข่ายและการดำเนินงานของขบวนการนี้ เฉียบคมและแยบยล แทรกตัวเข้าสู่วงการธุรกิจ การเมือง การศึกษา และสังคมทุกชนชั้น ไม่เว้นแม้กระทั่งทารก

โดยที่
1. ต้องการเอาเด็กเหล่านี้มาเลี้ยงดู และล้างสมองใช้ให้เป็นตัวแทนทางความคิดและการเคลื่อนไหว ในทางการเมืองและศาสนาในอนาคต ซึ่งเป็นการง่ายกว่าแทรกซึมในกลุ่มเยาวชนที่มีพ่อแม่สมบูรณ์พร้อม ในปัจจุบันที่เผยแพร่ทางโรงเรียนศาสนาต่างชาติ เรียกวิธีนี้ ว่า CLEAN UP STRUCTER  (โดยจัดตั้งมูลนิธิเด็ก ซึ่งได้รับเงินช่วยเหลือจากมูลนิธิโกมลคีมทอง) 

2. จากการเกาะติดซึมลึกของกระบวนการนี้เอง ทำให้พระธรรมไตรปิฏกสามารถแก้ไขพระไตรปิฎกได้สำเร็จ ซึ่งทางมหาวิทยาลัยมหิดล อาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ได้ (ซึ่งทุกวันนี้ทุกสถาบันอุดมศึกษายังใช้อยู่)

3. สิ่งที่พิสูจน์ได้ถึงความฉ้อฉลได้อย่างยิ่งคือ ที่มาของเงินซึ่งกลุ่มผู้สนับสนุนพระธรรมไตรปิฎก ได้นำเงินที่ได้มาจัดรายการโทรทัศน์ 20 นาทีทุกช่องทุกวันเป็นเวลา 2 ปีกว่า (คิดง่ายๆ ขั้นต่ำ ช่อง/ครั้ง 100,000 บาท มี 6 ช่อง คือ 600,000 บาทต่อวัน x 730 วัน(2 ปีx 600,000) รวมเป็นเงิน 438,000,000 บาท ถามไปว่าเอาเงินที่ไหนมา และจุดประสงค์ทำเพื่ออะไร ถ้าไม่ใช่การสร้างภาพให้สังคมยอมรับ)

4. อีกทั้ง VDO โปรโมตพระธรรมไตรปิฎก ก็ถูกจัดทำโดยมูลนิธิเด็ก (ซึ่งไม่ใช่องค์กรทางศาสนา) เป็นการแสดงให้เห็นว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง ในขณะเดียวกัน จัดรายการ "ธรรมร่วมสมัย" ทางวิทยุวันละ 2 ชั่วโมงทุกวัน ทุกวันไม่เว้นวันหยุด แถมมี Internet อีกด้วย (ทางสถานีบอกว่าการกุศล..ฟรี) แต่จากการตรวจสอบด้านการข่าวพบว่า จัดโดยมูลนิธิพุทธธรรมโดยมี ผอ.สำนักข่าวไทยให้การสนับสนุนทุกรูปแบบ ข้อนี้ท่านผู้อ่านพิสูจน์ได้ง่ายๆ ครับ)

ธรรมดารายการต่างๆ ทุกรายการต้องมีโฆษณา แต่รายการนี้ฟังดูแล้วคิดดูว่าไม่มีโฆษณา ไม่จริงเพราะคำว่า "สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ" จะต้องพูดทุกครั้งเมื่อเริ่มรายการ คำที่ว่านี้เป็นสุภาษิตที่มูลนิธิพุทธธรรมใช้เป็นประจำครับ ส่วนที่นายสนิม สำแดง ปัจจุบันเป็นสมาชิกพรรคการเมือง (เดิมบวชเป็นพระภิกษุได้เปรียญ 9 ประโยค) ซึ่งขณะนี้เป็นอาจารย์สอนประจำอยู่ในมหาวิทยาลัยแสงธรรม นครปฐม (วิทยาลัยผลิตสามเณร และบาทหลวงของคริสเตียน) ได้ถูกดึงเข้ามาประจำในรายการวิทยุนี้ด้วย

ฉะนั้น จึงไม่เป็นการแปลกที่เมื่อท่านเปิดรายการนี้ จะได้ยินการโจมตีระบอบการปกครองคณะสงฆ์ พระเถรานุเถระบ้าง ตลอดมา แต่จะยกย่องเชิดชูบุคคลี่เป็นผู้ร่วมขบวนการนี้ทั้งสิ้น และผู้ร่วมขบวนการ จะต้องมีหน้าที่โจมตีมหาเถรสมาคมเป็นงานหลักตลอดมา "สิ่งที่น่ามหัศจรรย์ที่สุดก็คือ ขบวนการนี้อ้างตนว่าปกป้องพระพุทธศาสนา แต่ไม่เคยมีการรณรงค์ให้มีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ทั้งๆ ที่นายแพทย์นายหนึ่ง เป็นผู้รณรงค์ให้มีประชาธิปไตยแท้ๆ แปลกไหมล่ะครับท่าน เป็นอย่างไรครับ อ่านแล้วถึงบางอ้อหรือยัง ทำไมขบวนการนี้ถึง "โจมตีวัดพระธรรมกาย" เพียงเพื่อเป็นข้ออ้างในการทำลายระบอบการปกครองคณะสงฆ์ไทย และมีผลประโยชน์คือเงินก้อนใหญ่แอบแฝงอยู่เบื้องหลัง โดยขบวนการนี้จะนำเอาสมาชิกของตนเข้ามาปกครองสงฆ์ (ซึ่งเป็นการผิดวินัย เนื่องจากแม้ภิกษุณีมีศีล 311 ข้อ พระพุทธเจ้ายังทรงห้ามมิให้ภิกษุณี ด่าว่าหรือสั่งสอนพระภิกษุ แล้วคนที่ถือศีล 5 ไม่ควรจะถือฐานะอะไรในการปกครองพระสงฆ์ ซึ่งจะควบคุมประโยชน์ของวัดทั้งประเทศ และพระภิกษุที่ร่วมก็จะได้ตำแหน่งและผลประโยชน์ไปโดยอาศัย พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ที่พรรคพวกตนเองแอบร่างไว้

จึงไม่แปลกว่า ทำไมหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับลงข่าวเหมือนกันอย่างลอกกันมา และหาความจริงไม่ได้ แม้ขณะนี้จะหาความผิดทั้งทางพระวินัยและทางกฎหมายกับวัดพระธรรมกายไม่ได้ แต่ก็ยังต้องการเปลี่ยนระบอบการปกครองคณะสงฆ์อยู่ดี คิดดูนะครับว่ารายได้วัดโสธร วัดไร่ขิง วัดพระปฐมเจดีย์ วัดสวนแก้ว วัดพระเชตุพนฯ วัดตึก วัดพระพุทธบาท วัดพระธาตุดอยสุเทพ มีรายได้ปีๆ ละเท่าไร เงินเหล่านี้จะถูกควบคุมโดยบุคคลในขบวนการเหล่านี้ แต่งตั้งเข้ามาเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ทั้งสิ้น แม้กระทั่งที่ดินของวัดเอง เจ้าอาวาสก็ไม่มีสิทธิ์ เพราะพวกเขียนกฎหมายใหม่เปลี่ยนหมด!!! 

นี่แหละครับที่เรียกว่าไม่ได้ติดวัตถุท่านพระธรรมไตรปิฎก และที่สำคัญท่านก็ไม่ยอมรับกฎหมายและกฎรัฐธรรมนูญ อันเป็นกฎหมายสูงสุดของชาติ (ท่านให้สัมภาษณ์บ่อยๆ) ทั้งๆ ที่ทุกๆ คน ไม่ว่าจะเป็นคฤหัสถ์หรือพระภิกษุในชาติไทย ต้องอยู่ใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น

แสดงว่าพระธรรมไตรปิฎกกระมัง โจรที่ตัดเศียรพระ เราก็ว่ามันร้ายแล้วนะ เป็นมารศาสนา แต่มันก็ยังเหลือสมบัติให้กับวัดบ้าง แต่ขบวนการนี้ วางแผนใช้พระเป็นทาสหาเงินให้ใช้ แถมยังยึดอำนาจมหาเถรสมาคมอีกต่างหาก (หากว่าไม่จริง เอาร่าง พ.ร.บ. มาดูอีกทีละมาตราไหมล่ะ ขอดูได้ที่กรมศาสนากระทรวงศึกษาธิการได้ โดยใช้ พรบ.ข้อมูลข่าวสาร)

ดังที่กล่าวมาแล้ว แม่เหล็กย่อมดึงดูดเหล็ก ไม่ดูดทองฉันใด คนเลวก็ไม่สามารถทำดีได้ฉันนั้น แม้พระพุทธองค์ยังทรงไม่รับเข้าในศาสนาแล้ว พุทธบริษัทชาวไทยจะรับไว้ในประเทศได้อย่างไร ประเทศนี้ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นองค์พระประมุขมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด  พระธรรมวินัยท่านก็บิดเบือนจาบจ้วง กฎหมายท่านก็ไม่สน เห็นต้องเดือดร้อนให้ สตม.ตร.สั่งเปิดทุกด่าน อำนวยความสะดวกให้พระธรรมไตรปิฎกพาขบวนการและลูกพี่ ย้ายฐานออกนอกประเทศเพื่อหาที่อยู่ใหม่ให้ อันสามารถเขียนพระธรรมวินัยที่ท่านเป็นศาสดาเอง และตั้งกฎหมายปกครองประเทศเองด้วยความสมัครใจ ก่อนที่ชาวพุทธไทยต้องกลายเป็น "ขุนเดช"
มหาชาย.
"ไอ้ทิด"
จากหนังสือพิมพ์ไทยฉบับพิเศษ วันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม 2542

ตื่นเถิดชาวพุทธไทย!!!



ตีแผ่ขบวนการทำลายระบอบการปกครองคณะสงฆ์ไทย ตีแผ่ขบวนการทำลายระบอบการปกครองคณะสงฆ์ไทย Reviewed by อังคนารักษ์ พิทักษ์ธรรม on 01:46 Rating: 5

ไม่มีความคิดเห็น:

ขับเคลื่อนโดย Blogger.